1. แยกยอดขาย ยอดโอน และกำไรออกจากกัน

ยอดขายที่เห็นในหน้าร้าน ยอดเงินที่แพลตฟอร์มโอน และกำไรของธุรกิจ เป็นข้อมูลคนละส่วน ยอดโอนอาจหักค่าธรรมเนียมหรือรายการปรับปรุงแล้ว แต่ยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่ายที่ร้านจ่ายเองนอกแพลตฟอร์ม จึงไม่ควรใช้ยอดโอนเป็นตัวแทนกำไร

นโยบาย Shopee แยกค่าธรรมเนียมหลายประเภทและระบุการหักจากยอดเงินรับคงเหลือของผู้ขาย ขณะที่ TikTok Shop ระบุว่าค่าคอมมิชชันแตกต่างตามหมวดหมู่สินค้าและประเภทผู้ขาย การใช้เปอร์เซ็นต์เดียวกับทุกสินค้าและทุกช่องทางจึงอาจไม่ตรงกับรายการจริง นโยบาย Shopee · นโยบาย TikTok Shop

2. ก่อนตั้งราคา รวบรวมค่าใช้จ่ายที่ร้านรับภาระ

แนวทางจัดข้อมูลเพื่อประเมินราคาขาย คือแยกแต่ละรายการให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ แล้วใช้เฉพาะรายการที่เกิดขึ้นกับร้านของคุณจริง:

  • ต้นทุนสินค้าที่ขาย และต้นทุนรับสินค้าที่เกี่ยวข้อง
  • ค่าบรรจุภัณฑ์และค่าจัดส่งส่วนที่ร้านจ่าย
  • ค่าธรรมเนียมตามรายงานของแพลตฟอร์มและประเภทบัญชีร้าน
  • ส่วนลดหรือคูปองเฉพาะส่วนที่ร้านรับผิดชอบ
  • ค่าโฆษณา ค่าพาร์ทเนอร์ หรือค่าเข้าร่วมโปรแกรม หากร้านเลือกใช้
  • ค่าใช้จ่ายจากการคืนสินค้าและการดำเนินงานของร้านที่เกิดขึ้นจริง

อย่าหักส่วนลดหรือค่าธรรมเนียมซ้ำ หากใช้ยอดที่หักรายการนั้นไปแล้วเป็นจุดเริ่มต้น การจัดตารางจากยอดขายไปสู่ยอดรับสุทธิจะช่วยให้เห็นว่าแต่ละยอดประกอบด้วยอะไร

3. ตรวจว่าใครเป็นผู้ออกส่วนลด และมีค่าเข้าร่วมอะไรเพิ่ม

ก่อนเข้าร่วมแคมเปญ อ่านเงื่อนไขที่ใช้กับร้านในรอบนั้น โดยตรวจส่วนที่แพลตฟอร์มสนับสนุน ส่วนที่ร้านรับภาระ และค่าโปรแกรมเพิ่มเติม เงื่อนไข Shopee ระบุว่ากิจกรรมส่งเสริมการขายอาจมีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมเข้าร่วมตามที่แจ้งไว้ เงื่อนไข Shopee

Lazada มีเครื่องมือโปรโมชันและการจัดการร้านผ่าน Seller Center จึงควรตรวจรายการที่ร้านเปิดใช้ในบัญชีด้วย บทความแนะนำผู้ขายเก่าหรือโพสต์สรุปค่าธรรมเนียมไม่ควรใช้แทนอัตราปัจจุบันของร้าน ข้อมูลเครื่องมือจาก Lazada

4. ประเมินเงินเหลือหลังต้นทุนก่อนตัดสินใจ

เริ่มจากรายได้จากการขายหลังปรับส่วนลดและคืนสินค้าที่เกี่ยวข้อง แล้วหักต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายแปรผันที่ร้านรับผิดชอบ เงินที่เหลือยังต้องรองรับค่าใช้จ่ายประจำของธุรกิจ การประเมินนี้เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่งบกำไรสุทธิหรือสูตรคำนวณภาษีสำเร็จรูป

สำหรับร้านที่จดทะเบียน VAT ต้องแยกภาษีที่เกี่ยวข้องกับยอดขายและค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องก่อนเปรียบเทียบกำไร ส่วนภาษีที่เครดิตไม่ได้อาจมีผลต่อต้นทุน ควรให้ทีมบัญชีตรวจฐานตัวเลขที่ใช้ด้วย

บทความนี้จึงไม่ใส่อัตราค่าธรรมเนียมรวมตายตัว หรือสร้างตัวเลขกำไรตัวอย่างขึ้นมาแทนข้อมูลร้านจริง

5. เอกสารที่ควรใช้คุยกับทีมบัญชี

  • รายงานคำสั่งซื้อและรายละเอียดการชำระเงินในช่วงเดียวกัน
  • ใบแจ้งค่าธรรมเนียมและหลักฐานค่าโฆษณา
  • เงื่อนไขแคมเปญและรายการส่วนลดที่ร้านรับภาระ
  • ข้อมูลต้นทุนสินค้า บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง
  • รายการคืนสินค้าและรายการปรับปรุงที่เชื่อมโยงกับออเดอร์เดิม

ก่อนจัดแคมเปญครั้งถัดไป ควรเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายของสินค้ารายตัว ไม่ตัดสินจากยอดขายรวมเพียงอย่างเดียว หากข้อมูลกระจายหลายไฟล์ BFF ช่วยจัดโครงสร้างข้อมูลเพื่อให้ทีมตรวจสอบได้เป็นระบบ

แหล่งข้อมูลทางการ

เนื้อหาสรุปเพื่อความเข้าใจทั่วไป การนำไปใช้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ของช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

รับคืนสินค้าจาก TikTok, Shopee และ Lazada ต้องจัดการอย่างไร เพื่อปรับลดภาษีขายให้ถูกต้อง?ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เข้าใจขั้นบันไดและคำนวณค่าลดหย่อนรายปีขายได้ มีกำไร แต่เงินหายไปไหน?มีเงินเดือนและรายได้เสริม ต้องเตรียมยื่นภาษีอย่างไร?ใบเสร็จกับใบกำกับภาษีต่างกันอย่างไร?